ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิงค์ลับ...ใช้สำหรับการลงทุน
dot
bulletอารมณ์ตลาด
bulletตลาดเอเชียและทั่วโลก
bulletข้อมูลรายบริษัท/หลักทรัพย์
bulletThai Value Investor
bulletมุมมองนักวิเคราะห์
bulletOpportunity Day
bulletOpp Day แบบ 2
bulletการซื้อขายหุ้นของผู้บริหาร
bulletข่าววันนี้
bulletPantip สินธร
bulletสรุปมูลค่าการซื้อขาย
bulletTFEX สรุปยอด
bulletราคา สินค้าโภคภัณท์
bulletใครถือหุ้นอะไร ?
dot
โลกภายนอก (โลกแห่งการลงทุน)
dot
bulletคำพูดอมตะ
bulletเลียนแบบคนเก่ง
bulletเอกสารลับ การลงทุน
bulletศาสตร์และศิลป์
bulletKID INDEX
dot
สาระน่ารู้เกี่ยวกับการลงทุน
dot
bulletห้องเทรดหุ้น
bulletโต๊ะคอมพิวเตอร์
bulletต่อคอม ให้ออกหลายจอ
bulletแมว 9 ชีวิต
bulletเลขยกกำลัง
bulletDown Load
bulletสถิติสำคัญของตลาด
bulletเส้นกำไร
dot
ลิงค์ของผู้สนับสนุน
dot
bulletเอ็นต้า กวดวิชา
bulletStorage.3bb
bulletลิงค์ลับ...ใช้สำหรับการลงทุน


แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง


ชีวิตที่ 6 เกมส์เดิมพัน TFEX

มีคนถามผมว่า SET50 Index Futures เป็นการลงทุนได้ไหม
ผมตอบว่าได้ และปลอดภัยที่สุด และยังเป็นการเก็งกำไรที่แฟร์ที่สุด เนื่องจากเป็นเกมส์มหาชน
ส่วนผลตอบแทนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขในการเข้าครั้งแรก ที่พีอีต่ำ (E ต่ำด้วย)
และปิดเกมส์ ซึ่งอาจจะก่อน 10 ปี 5 ปี ออกที่พีอีสูง (
E สูงด้วย)
< Big Jump >

 

เพื่อนนักลงทุนหลายท่านที่ได้อ่านประโยคด้านบนนี้แล้ว อาจมีความ รู้สึกแปลกใจ อาจมีความรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจตรงที่ว่า SET50 Index Futures สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการลงทุนได้อย่างไร? เพราะตามที่เราเข้าใจ กันก็คือในตลาดอนุพันธ์ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็น SET50 Index Futures นั้น สามารถทำกำไรได้ทั้งซื้อและขาย กล่าวคือเป็นการ long (ซื้อ) และ short (ขาย)  ซึ่งในแต่ละซีรี่ส์จะมีระยะเวลาหรือวันหมดอายุของสัญญานั้นด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการลงทุนได้

แต่ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในประเด็นดังกล่าว ผมจะขอให้เพื่อนนักลงทุนมาช่วยกันวิเคราะห์ มาช่วยกันค้นหาความจริง จากประสบการณ์คำบอกเล่าของเพื่อนนักลงทุนท่านนี้กัน

เนื้อหาต่างๆ ผมนำมาจากกระทู้ในห้องสินธร http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/  ซึ่งปัจจุบันฐานข้อมูลอ้างอิงน่าจะถูกลบไปแล้ว ทั้งนี้ผมพยายามรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ ค่อยๆ นำเสนอแนวความคิดอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมกับเพิ่มเติมบทความในส่วนของความรู้ข้อมูลของ TFEX เข้าไปด้วย

กระผมขออนุญาตและขอขอบคุณ คุณ Big Jump ที่ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ในมุมมองที่แตกต่างออกไป และขอขอบคุณเพื่อนนักลงทุนในห้องสินธรทุกท่านที่ได้ร่วมกัน Discuss มาก่อนหน้านี้แล้ว

(ตอนที่ 1) เรามาเริ่มนับ 1 กันนะครับ SET50 Index Futures   เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดที่ผมรู้จัก

สมมุติ เพื่อนมีเงินฝากธนาคาร 430,000 บาท  ปกติฝากกินดอกเบี้ยประจำกันอยู่แล้ว

ให้เพื่อนซื้อ S50U09  จำนวน  1 สัญญา ที่  430 จุด  ก็เต็มวงเงินพอดี  เพราะมูลค่าเต็มคือ   430*1,000 = 430,000 บาท
เงินถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 จำนวน 50,000 เป็นเงินค้ำประกัน
ส่วนที่ 2 จำนวน 380,000 ฝากธนาคาร (ส่วนการบริหารเงิน 380,000 อาจจะไปขอ OD โดยใช้เงินฝากเป็นตัวค้ำประกัน หรืออาจจะแบ่งเป็น 200,000 ฝากประจำ/ 180,000 ฝากออมทรัพย์ อันนี้ลองให้เพื่อนๆ คิดดูนะครับว่าแบ่งอย่างนี้เพราะอะไร )

เงิน 2 ส่วนนี้จะถูกโยกไปมา ในช่วงแรกๆ ไม่น่าเกิน 3 ปี ชนิดเต็มที่ ถูกโยกไปมาตามดัชนี
ถ้าเรามีความเชื่อว่า  สุดท้ายระยะยาว ดัชนีต้องขึ้น (เพื่อนๆ ในนี้ใครพอมีความรู้บอกผมได้ไหมครับว่า DJIA หรือ HSKI หรือ NIX ดัชนีเขาเริ่มต้นที่เท่าไร)
เราแค่ถือให้มันพ้น 430 + 50 = 480 จุด เงินค้ำประกันจะถูกย้ายมาที่เงินฝาก 430,000 เท่ากับตอนแรก ได้ดอกเบี้ยเต็มวงเท่าเดิม
และใน 5 ปีข้างหน้า 10 ปีข้างหน้า ดัชนีไป 500 จุด, 1,000 จุด, 2,000 จุด, 3,000 จุด, ใน 20 ปีข้างหน้า เพื่อนของเราไม่ได้ใช้เงินลงทุนเลย  เพราะได้คืนตั้งแต่แรกแล้วครับ แถมไม่พอ เงินในบัญชีก็งอก 430,000 เป็น 480,000 เป็น 530,000 ขึ้นไปเรื่อยๆ กินดอกเบี้ยสำราญ

ผมมองไม่เห็นอันตรายตรงไหน ใครมองเห็นอันตรายช่วยบอกหน่อยครับ
แต่ถ้าผมให้เพื่อน เอาเงินไปซื้อ BBL 430,000 บาท คงได้ประมาณ 4,000 หุ้น ในราคาปัจจุปัน
ต้องวางเงินเต็มจำนวน  ต่อให้ BBL ราคา จาก 107 ขึ้น ไป 300 บาท เงินต้องอยู่ครบ

แต่ถ้าเกิดบริษัทล้มละลาย ซึ่งต้องเป็นไปตามคำของพุทธเจ้า ทุกสิ่งไม่เที่ยง เงิน 430,000 อันตรายครับ

เงินอยู่ใน SET50 Index Futures ปลอดภัยมากกว่าอยู่ใน BBL ครับ

 
ขอสรุปเนื้อหาที่ผ่านมานะครับ

สมมุตว่าเรามีเงินอยู่ 430,000 บาท
และวันนี้ SET อยู่ที่ 430 จุด และ BBL อยู่ 107 บาทต่อหุ้น

กรณีแรก
ซื้อ BBL ทั้งหมด 4,000 หุ้น ก็คงเป็นเงิน 430,000 (โดยประมาณ)

กรณีที่สอง
ซื้อ SET50 Index Futures ทั้งหมด ในที่นี้ หมายถึง 1 สัญญา
เพราะ 1 สัญญา มีมูลค่าเท่ากับ 430,000 มูลค่าเต็ม (1,000*430)

เพียงแต่ว่า กรณีที่สอง แบ่งเงิน 430,000 เป็นสองส่วน
ส่วนแรก 50,000 เป็นเงินสำหรับนำไปวางค้ำประกันในการเทรด SET50 Index Futures
ที่เหลือ 380,000 นำไปฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยและคอยโยกเงินสองส่วนนี้ไปมา

ผมมองไม่เห็นว่าในกรณีที่สอง จะหมดตัวไปได้อย่างไร ผมไม่เคยเห็นดัชนีประเทศไหนลงมาเหลือศูนย์
แต่ผมเคยเห็นบริษัทที่ใหญ่กว่า BBL ลงมาเหลือศูนย์ ในอนาคต BBL อาจจะล้ม แต่จะมีธนาคารชื่อใหม่ขึ้นมาแทน

ซึ่งใน SET50 ก็แค่เอา BBL ออกจาก SET50 และเอาบริษัทใหญ่ๆ  ที่ดีกว่าเข้ามาแทน
ผมจึงมอง การลงทุนใน SET50 Index Futures เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก
ส่วนผลตอบแทนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าระยะยาวชนะดอกเบี้ยแน่นอน

คำถาม
1. ใครพอรู้ว่า SET50 คำนวณอย่างไร? ช่วยนำมาอธิบายให้หน่อยครับ
2. รวมทั้งการคัดเลือกหุ้น เข้าออก ใน SET50 ด้วยครับ ช่วยผมหาข้อมูลมาป้อนด้วยครับ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เพราะผมมีเวลา ไม่มากครับ   






ความล้มเหลวของการลงทุน ตอนต้น

แมวมี 9 ชีวิต article
ชีวิตที่ 1 เทรด Forex ด้วย Leverage 50 เท่า article
ชีวิตที่ 2 ของแมวดำ article
ชีวิตที่ 7 Poker ที่ใหญ่ที่สุด คือ ตลาดหุ้น



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (149411)


(ตอนที่ 2) SET50 Intex Futures กับ TDEX

 คำถามจากเพื่อนนักลงทุน (1)


ถ้าคิดในแง่ของการลงทุนระยะยาวแบบนี้ ทำไมไม่ซื้อ TDEX ไปเลย
1. ไม่ต้องกังวลในการโยกเงินเข้าออก
2. ปันผลของ TDEX น่าจะดีกว่าฝากธนาคาร (ออมทรัพย์) อย่าลืมว่าเงื่อนไขของคุณ คุณจะฝากประจำไม่ได้เพราะต้องสำรองเงินไว้ กรณีถูก call margin
3. มองในส่วนของค่า comm. ที่จะต้องเสียในการเปลี่ยนสัญญา เมื่อหมดอายุทุก 3 เดือน
4. ในส่วนเงินปันผลที่ออกมาให้กับผู้ถือหุ้นที่อยู่ใน SET50 คนเล่น Long SET50 Index Futures ไม่ได้รับนะ ซ้ำยังต้องคอยระแวงว่าเมื่อหุ้นใหญ่ๆ XD จะมีผลทำให้ดัชนี SET50 ลดลง

ดังนั้นคนที่ Long SET50 Index Futures ในระยะยาว ไม่ได้เปรียบกว่าคนที่ถือหุ้นใน SET50

5. ถ้าคุณกลัวว่า มีความเสี่ยงจากการลงทุนในบริษัทเดียว คุณสามารถกระจายเงินลงทุนกับหลายๆ บริษัท ใน SET50 ก็ได้
อีกอย่างถ้าอยากเล่น Futures ผมว่าเงินที่วางไว้กับ Broker น่าจะได้ดอกเบี้ยดีกว่าฝากไว้กับธนาคารนะ

สำหรับส่วนตัวผมเล่น SET50 Index Futures เพื่อการเก็งกำไรในตลาดขาลงเท่านั้น
ในตลาดขาขึ้นผมมองว่า การเลือกหุ้นที่ performance ดีกว่า SET50 จะสามารถทำกำไรได้มากกว่า
เว้นแต่ว่าคุณเป็นนักเก็งกำไรแบบมืออาชีพจริงๆ ด้วย Leverage สูงๆ ของ SET50 Index Futures ก็เร้าใจดีนะ แต่ไม่ใช่การเอาเงิน 4-5 แสนมาเก็บรอไว้เพื่อเล่น SET50 Index Futures เพียงสัญญาเดียว ผมว่าไม่ make sense นะ

จากคุณ : นักลงทุนสมัครเล่น (Candle Power)  - [ 28 มิ.ย. 52 10:58:02 ]

คำตอบจาก Big Jump (1)

1. การโยกเงินเป็นไปอย่างอันโนมัติ ถ้าเราวางระบบให้เรียบร้อย
2. SET50 Index Futures ได้ดอกเบี้ยทั้งเงินค้ำ  และเงินที่เราสำรองที่ธนาคาร  แต่ก็น้อยกว่าปันผลของ TDEX ครับ

แต่เราได้ชดเชยจากการเปลี่ยนสัญญา ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญพอ เช่น การใช้ชุด COMBO (Combination Order)ในอาทิตย์ที่ผ่านมา คงได้เห็นเยอะมาก การเปลี่ยนสัญญาจาก M เป็น U รอบนี้ได้กำไรฟรีๆ ประมาณ 4 จุด แต่รอบก่อนหน้าได้ประมาณ 12 จุด ทุกไตรมาสมีโอกาสของมันแฝงอยู่ครับจากความโกลาหลของมวลชน

3. ค่าคอมที่เปลี่ยน ชดเชยในข้อที่ 2 ครับ
4. อันเดียวกันกับ 3
5. SET50 Index Futures คือคำตอบของการกระจายในตัวมันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น 002 วันที่ตอบ 2011-07-02 09:13:08


ความคิดเห็นที่ 2 (149412)


(ตอนที่ 3) แนวทางการลงทุนใน SET50 Index Futures กับการบริหารเงินทุน (Money Management)

คำถามจากเพื่อนนักลงทุน (2)

ถ้าหุ้นมันขึ้นอย่างเดียวไป 2-3 พันจุดแบบที่คุณ Big Jump คิดมันก็รวยน่ะซี
ซึ่งอย่าลืมว่าหุ้นมันไม่ได้ขึ้นได้อย่างเดียว มันมีลงด้วย
คุณ Big Jump คงไม่เคยรู้มั้งว่าหุ้นเคยตกจาก 1700 จุดมาอยู่ที่ 200 กว่าจุด
ถ้าเป็นกรณีขาลงแบบนั้น รับรองว่าหมดตัวแล้ว หมดตัวอีก ไม่รู้กี่เท่า
หุ้นไม่ใช่ว่าเรามองขึ้น แล้วมันต้องขึ้นเสมอไป มองผิดกันประจำ
ขนาดนักวิเคราห์ตามโบรคเกอร์ที่เขาเรียนมา ยังคาดการณ์ผิดออกบ่อย
อย่างปัจจุบัน เขาเชียร์ให้ขายหุ้นทิ้ง ตั้งแต่ดัชนี 500 จุดแล้ว
ถ้าเล่น SET50 ทางลง ตั้งแต่ SET 500 จุด ป่านนี้ขาดทุนไปแล้ว

คำตอบจาก Big Jump (2)

การเข้าซื้อ ต้องพิจารณาจากค่าพีอีของตลาดหรือรอให้เป็นตลาดหมีก่อนครับ เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนสำคัญมาก จุดเริ่มต้นทำให้ไม่ต้องรอนาน
แต่สมมุติว่า เราเข้าไปที่ 1700 จุด ผมก็เชื่อว่าสุดท้ายก็มากกว่านี้ครับ
แต่ถ้าเราซื้อเป็นหุ้น เข้าไปที่ 1700 จุด ผมคิดว่ามีหลายตัวที่หายไปจากวงการ
แต่ SET50 Index Futures ยังให้โอกาสเสมอ เพียงแค่รอ
นอกจากนี้ตัวที่เราติดที่ 1700 ไป ก็ติดไป มีเงินก็ซื้อใหม่ซื้อเพิ่มได้ โดย 430,000 ได้ 1 สัญญา ที่ดัชนี 430 จุด เงินใหม่นี้ขึ้นกับค่าของดัชนีครับ
เป็นสิ่งเดียวที่ผมแนะนำให้ซื้อเฉลี่ยได้ในขาลง ถ้าคุณมีเงินเต็มตามสัญญาใหม่ที่คุณจะซื้อครับ

คล้ายกับการซื้อทอง บาทละ 15,000 บาท
ลงมา 14,000 ซื้อเพิ่มอีก 1 บาท, ลงมา 10,000 ซื้อเพิ่มอีก  1 บาท
เฉลี่ยล่างได้ครับ ที่เหลือแค่รอ
ใครที่ชอบทองแท่ง เอาวิธีนี้ไปใช้กับโกลด์ฟิวเจอร์ได้นะครับ

สรุป
SET50 Index Futures จะเป็นการลงทุนได้

1. LONG อย่างเดียวครับ
2. มีเงินเต็มวงเงินสัญญา
3. ลงมาซื้อเฉลี่ยเพิ่มได้ ถ้ามีเงินใหม่ที่เต็มสํญญาใหม่
4. ถือยาว ชนิดมอบเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ครับ

และก็ยังเป็นการเก็งกำไรที่แฟร์ที่สุด เนื่องจากเป็นเกมส์มหาชน
นอกจากนั้นยังให้พลังในการซื้อและขาย ณ.เวลานี้ 8 เท่าของเงินค้ำประกันครับ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้พลังทั้ง 8 เท่านะครับ ขึ้นกับว่าคุณอยากใช้เท่าไร?
สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 8 เท่าของเงินของเราครับ

และถ้าคุณเป็นนักลงทุน ต้องถือให้ยาวที่สุด สำคัญจุดที่ซื้อ ขอให้พีอีตลาดต่ำๆ หรือช่วงวิกฤติหรือช่วงที่คนกลัวจะได้เปรียบไม่ต้องรอนาน
แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไร การถือข้ามคืน ต้องบริหารการเงินให้เป็นครับ และจะถือข้ามคืนต้องมองแนวโน้มให้ออก
ส่วนตัวผมเน้นจบในวันครับ ส่วนการเก็งกำไรรายวันจะพูดกันที่หลัง

สำหรับระยะนี้ (ช่วงเวลาประมาณ 28 มิย 52...ผู้เรียบเรียง) ตรงนี้ Short หรือ Long บอกไม่ได้ครับ ระยะสั้นผกผัน การเล่นเหมือนเราต้องมีมุมมอง  IF ELSE, IF ELSE อยู่ตลอดเวลา
เพียงแค่ในพอร์ตฯ ที่ผมดูแล LONG ไว้อยู่ 300 กว่าสัญญา
ถ้าขึ้นต่อก็ถือ ถ้าลงก็ขาย แล้วก็รับกลับเท่าเดิม

ถ้าบริหารอย่างสบายๆ ก็ต้องมีเงิน 430,000 บาทต่อ 1 สัญญา ณ. ดัชนี 430 จุด
43 ล้าน ต่อ 100 สัญญา เน้นสัญญา LONG ครับ
ส่วนการเก็งกำไรรายวัน ขึ้นกับประสบการณ์ครับ สามารถใช้ตัวคูณเร่งได้
อาจจะเป็น 200,000 ต่อ 1 สัญญา หรือ 100,000 ต่อ 1 สัญญา และเกมส์จบในวัน

สำหรับตอน 1700 จุด ดัชนีค่าพีอีสูงมากครับ ใครรู้ช่วยบอกด้วย...ไม่เหมาะสมที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุนครับ
และถ้าลงทุนที่ 1700 คาดว่า SET50 ตอนนั้นยังไม่มี...เอาเป็นว่าคิดที่ 1700 ก็แล้วกัน
1 สัญญา เราไม่ได้ใช้เงิน 430,000 บาท เราใช้ 1,700,000 บาทครับ

..........................................................

ผมเป็นมือปืนครับ เล่นหุ้นมา 18 ปี ได้รถ, ได้บ้าน, ได้กำไรก็โอเค
เพียงแต่หลังๆ ไม่ค่อยตั้งใจ และมีหลายแนวความคิดกับหุ้น ก็คืนๆ เขาไปบ้าง รวมทั้งไปเล่นหุ้นประเภท มีเจ้า ก็สัญญากับตัวเองแล้วครับ ว่าหุ้นประเภทนี้ไม่เอาแล้ว จะเล่นแต่ SET50 Index Futures และหุ้นใน SET50 ประมาณ 30 ตัวแรกเท่านั้น
SET50 Index Futures เคยเล่นเมื่อ 2-3 ปีก่อน ตอนนั้นก็ 20-30 สัญญา แบบสนุกๆ
เพียงแต่ปีที่แล้วมีเพื่อนเป็นนายทุนให้ขับให้ ก็ขับมาได้เกือบปีแล้วครับ
เล่นมาสักพัก หุ้นที่เราติดก็เริ่มคลายออกมาได้ ก็เลยจะย้ายเงินส่วนของตัวเองมาเล่น SET50 Index Futures เพราะความมั่นใจเริ่ม 70-80 % ส่วนเรื่องการโอนเงิน ก็โอนวันนั้นจริงๆ ครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น 002 วันที่ตอบ 2011-07-02 09:15:42


ความคิดเห็นที่ 3 (149413)

ต้องเรียนรู้บริษัท...ก่อนรู้วิธีซื้อขายหุ้น <ตอนที่ 1>

ถ้าถามผมว่าอะไรควรรู้เป็นอันดับแรก...ในการเล่นหุ้น...ก็ต้องว่า เรียนรู้บริษัท ก่อนที่จะรู้จักวิธีการซื้อขายหุ้นว่าทำอย่างไร
รู้ว่าบริษัท มีรายได้อย่างไร, รายจ่ายอย่างไร, ได้รับความนิยมหรือไม่, ข้อได้เปรียบ, เสียเปรียบ, คู่แข่งขัน, อันดับในสนาม, กำไร, รายได้ในอนาคต, ขนาดของธุรกิจ ว่าเป็นอย่างไร ฝึกจากษริษัทเล็กๆ ไปหาใหญ่ ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จากนอกตลาดไปสู่ในตลาด

ผมสอนลูกชายให้รู้จัก...

ธุรกิจหาบเร่ ขายไข่ปิ้ง เรียนรู้ขนาดธุรกิจ รายได้ ทุน กำไรต่อวัน ต่อปี รายได้ในอนาคต
ธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง
ธุรกิจซื้อมาขายไป โชว่ห่วย
ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง
ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา สอนคอมพิวเตอร์
และก็ไล่ใหญ่มาเรื่อยๆ จนถึง ธนาคาร, น้ำมัน

ผมอธิบายให้เขาฟังว่า...
ในชีวิตจริง ทุกคนมีโอกาสเลือกทำธุรกิจได้ไม่กี่อย่างในตลอดชีวิต บางคนทั้งชีวิตมีธุรกิจเดียว อย่างเช่น ป้าของเขาที่เปิดธุรกิจร้านขายยา
แล้วให้เขา...ค้นหาว่าธุรกิจแต่ละอย่างมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร
ถ้าจะต้องเลือกทำธุรกิจ เขาจะตัดสินใจเลือกอะไร
และก็บอกเขาว่า ในตลาดหลักทรัพย์มีธุรกิจ มากกว่า 500 บริษัทให้เลือก โดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร แค่ขอไปเป็นหุ้นส่วน
จาก 500 เลือกให้เหลือ 5 เลือกธุรกิจที่ดี คนบริหารเก่งมีคุณธรรม ราคาที่มีส่วนลด

บอกเขาว่า...
คนที่รวยที่สุดจากการลงทุน ทั้งชีวิตลงทุนไม่เกิน 20 ตัว ถือว่าน้อยมาก
แต่ถือว่ามาก ถ้าเทียบกับป้าเขาที่ทั้งชีวิต ทำแค่ 1 ธุรกิจ และต้องเหนื่อยทำเองทุกอย่าง
เราวิเคราะห์กันทุกแง่ทุกมุม ทุกอาทิตย์บนโต๊ะกินข้าวเรามักพูดคุยกันว่าธุรกิจอะไรดี, ไม่ดี, อะไรกำลังมา, และอะไรกำลังไป
สอนเขาแยกบริษัทตามหลักของปีเตอร์ลินส์ (คล้ายหลักพุทธ)

ให้แยกหุ้นออกเป็น 6 กลุ่ม

1.หุ้นโตช้า
2.หุ้นแข็งแกร่ง
3.หุ้นโตเร็ว
4.หุ้นวัฏจักร
5.หุ้นฟื้นตัว
6.หุ้นทรัพย์สินมาก

เด็กที่เกิดมาใหม่ ก็โตเร็ว เข้าสู่วัยรุ่น เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ร่างกายแข็งแกร่ง
และเริ่มที่จะกินแต่ไม่โต หรือที่เรียกว่า โตช้า และเข้าสู่วัยชรา มีทรัพย์สินมาก และตาย
แต่เด็กบางคนก็อาจไม่มีโอกาสได้เป็นวัยรุ่นหรือไม่ก็โตมาแต่หน่วยก้านไม่ดีเท่าไรนัก

เราแยกบริษัทเพื่อให้รู้ว่าลักษณะมันจะเป็นอย่างไร บริษัทที่โตเร็วจะกลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง และโตช้าลง ช้าลงและไม่โตในที่สุด

มาดูกลุ่ม 3 เลยนะครับ...หุ้นโตเร็ว
พวกนี้มีอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรมากกว่า 20% ต่อปี ถ้าพูดในบ้านเรา ก็มี CPALL ที่ทำให้พอร์ตคนเก่งในบ้านเราทะลุ 1000 ล้านไปเรียบร้อย
หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ลงทุนได้ง่ายที่สุดและให้ผลตอบแทนดีสุดๆ เปรียบได้เหมือนเด็กที่พร้อมจะโตไปอีกนานหลายปี กลุ่มนี้สามารถสร้างคนรวยได้ง่ายๆ
* หมายเหตุ CPALL ราคานี้ถ้าใครไม่มี ไม่น่าซื้อแล้วนะครับ (CPALL 28.25 บาทต่อหุ้น ณ. วันที่ 2 เมษายน 2553)

กลุ่มที่ 4 ...พวกวัฎจักร
มีรุ่งเรื่อง ตกต่ำ สลับไปมา แต่พวกนี้เวลากลุ่มของพวกเขาตกต่ำ...เวลากลับมารุ่งเรื่อง จะมีหลายบริษัทที่ถูกคัดออก กลุ่มนี้ต้องใช้ศิลปะในการคัดเลือกมากกว่าปกติ ยกตัวอย่างนะครับ อุตสหกรรมรถยนต์, บ้าน, นิคม, กระเบื้อง, อิเลคทรอนิกส์, เหล็ก, น้ำมัน...
TIME Cycle แต่ละอุตสาหกรรมไม่เท่ากัน และแต่ละรอบบางครั้งก็นานไม่เท่ากันด้วย กลุ่มนี้กินยาก แต่ถ้าถูกรอบได้เร็วกว่ากลุ่ม 3

กลุ่มที่ 2 ...หุ้นแข็งแกร่ง
เช่น ธนาคาร BBL, KBANK, SCB ไม่มีทางโตเร็ว เพราะเขาผ่านการโตเร็วมาเรียบร้อยแล้ว เวลาลงทุนกลุ่มนี้โอกาสได้กำไรมากกว่าดัชนีมีไม่มากนัก
เช่น รอบนี้ ณ. วันที่ 2 เมษายน 2553
SET   +16.7%
BBL   +23.7% (ผู้นำธนาคาร)

กลุ่มนี้ถ้าสามารถทำกำไรได้ 30-50% ก็น่าขาย...แล้วก็ไปรอใหม่ โอกาสได้เป็น 2-5-10 เด้ง เป็นได้ยากสุดๆ
ผมจึงไม่ชอบกลุ่มนี้ เพราะผมชอบเล่นป๊อกเด้งมากกว่า
ยกเว้น หุ้นที่ผมขายแล้วไม่รู้จะซื้ออะไร แต่เห็นหุ้นกลุ่มนี้พอจะเหลือแก๊ปให้ 20-30% (เอาก็เอา) แต่นานมากแล้วที่ไม่เคยซื้อกลุ่มนี้เลย

ถ้าผมเห็นบริษัทไหนดี เข้าเกณฑ์ของผม ไม่ว่าจะเป็นราคา, รายได้ในอนาคต, อันดับในอุตสาหกรรม ฯลฯ  ต่อให้ SETอยู่  1700 จุด ผมก็จะซื้อ และยิ่งลงยิ่งซื้อ ถ้าพื้นฐานบริษัทไม่เปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น ที่ดัชนี 1700 จุด  แต่ CPALL ราคา 8 บาท  ผมจะซื้อ, ถ้าลงไป 7 บาท 6 บาท ผมก็จะซื้อ, 5 บาท 4 บาท ก็จะซื้อ (ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยน)
ทำไมจะไม่ซื้อในเมื่อ 8 บาทก็ยังซื้อ

โอเค...สมมุติว่าบริษัทนี้เน่าใน เราจะทำอย่างไร?
ก็ขายได้เท่าไรก็เท่านั้น แต่โดยปกติหลักการลงทุนที่ถูกต้อง เราต้องกระจายไปในหุ้น 5 ตัว เผื่อเจอเน่าใน
หุ้นที่เหลือพอที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนทดแทนส่วนที่สูญเสียไปได้อย่างแน่นอน

แต่ถ้ามันไม่เน่าใน.... ยิ่งลงยิ่งได้ในราคาถูก อย่างที่ผมได้ประสบการณ์ล่าสุดจาก AIT AIT-w1 หรืออย่าง ดร.นิเวศน์ทำกับหุ้น  CPALL
ถ้าเราแยกกลุ่มบริษัทออกมาได้ และรู้จักบริษัทดีพอ จะทำให้เราคาดหวังราคาในอนาคตได้

ตลาดดีหรือเปล่า...โปรดอย่าถาม
กระทิงเด็ก หรือกระทิงใหญ่ หมีกำลังแยกเขี้ยว หรือกำลังทำตด
คุณไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ตลาดได้ถึงจะทำเงินในตลาดหุ้น
ตัวผมเอง นั่งหน้าจอเทรดผ่านตลาดที่เลวร้ายมาไม่รู้กี่ครั้ง และผมไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
มีผู้เชี่ยวชาญเป็นพันที่ศึกษาดัชนี ดัชนีซื้อมากเกินไป ขายมากเกินไป กราฟหัวไหล่ตูด พวกนี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องกว่าพวกหมอดู
ถ้าพวกเขาคาดการณ์ได้ถูกต้อง เขาก็กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านไปกันหมดแล้วทุกคน ไม่ต้องมาคาดการณ์กินเงินเดือนเป็นเดือนๆ

ผมอยากที่จะสามารถคาดการณ์ตลาดได้ แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ผมจึงพอใจที่จะค้นหาบริษัทที่มีกำไรดี แบบที่บัฟเฟตต์ หรือ ปีเตอร์ลิน ทำกัน ผมสามารถทำกำไรได้แม้ตลาดที่แย่ และตลาดที่ดี

สมมุติคุณสามารถทำนายภาวะเศรษฐกิจได้ ถ้าคุณต้องทำกำไร คุณก็ต้องเลือกหุ้นให้ถูกต้องอยู่ดี
หลายครั้งต่อหลายครั้ง การเลือกภาวะตลาดที่ถูกต้องอาจจะทำให้คุณขาดทุนพอร์ตฯ ครึ่งหนึ่ง

วันนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่า...มันมีวิธีเล่นโดยไม่สนใจดัชนี...เล่นโดยการสนใจตัวบริษัทเป็นหลัก
ไม่ได้เอาสิ่งที่เฉลยแล้วมาพูด แต่เอาสิ่งที่ลูกชายผมทำไว้มาให้ดู ซึ่งบริษัทที่ลูกชายผมเลือก ชนะดัชนีไป 60%

จากรูปด้านล่าง แสดงรูปเปอร์เซนต์ จากวันที่ 8/2/53

SET  +16.7%
PTT  +24.8%  (ผู้นำพลังงาน)
BBL  +23.7%  (ผู้นำธนาคาร)
LH    +9.7%    (ผู้นำที่ดิน)
VNG  +76.4%  (บริษัทที่ลูกชายผมเลือกถือ)

ผมคิดว่ามีเพื่อนในนี้ เวลาซื้อขายหุ้น อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัททำอะไร รายได้เป็นอย่างไร กำไรเป็นอย่างไร มีหุ้นกี่หุ้น ปันผลอย่างไร ถ้าไม่รู้จริงๆ ผมแนะนำให้ไปเล่นที่คาสิโนดีกว่าครับ น่าจะมีโอกาสชนะมากขึ้น

*** อย่าลืมนะครับ เรียนรู้ษริษัท สัก 100 บริษัท ค่อยตัดสินใจลงทุนก็ยังไม่สาย***
 

ผู้แสดงความคิดเห็น 002 วันที่ตอบ 2011-07-02 09:18:04


ความคิดเห็นที่ 4 (149414)

ต้องเรียนรู้บริษัท...ก่อนรู้วิธีซื้อขายหุ้น <ตอนที่ 2>

ถ้าถามผมว่าอะไรควรรู้เป็นอันดับแรก...ในการเล่นหุ้น...ก็ต้องว่า เรียนรู้บริษัท ก่อนที่จะรู้จักวิธีการซื้อขายหุ้นว่าทำอย่างไร
รู้ว่าบริษัท มีรายได้อย่างไร, รายจ่ายอย่างไร, ได้รับความนิยมหรือไม่, ข้อได้เปรียบ, เสียเปรียบ, คู่แข่งขัน, อันดับในสนาม, กำไร, รายได้ในอนาคต, ขนาดของธุรกิจ ว่าเป็นอย่างไร ฝึกจากษริษัทเล็กๆ ไปหาใหญ่ ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จากนอกตลาดไปสู่ในตลาด  จากบทความตอนที่ 1 เราได้แยกหุ้นออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ

1.หุ้นโตช้า
2.หุ้นแข็งแกร่ง
3.หุ้นโตเร็ว
4.หุ้นวัฏจักร
5.หุ้นฟื้นตัว
6.หุ้นทรัพย์สินมาก

กลุ่ม 2-3-4 พูดกันไปแล้ว...ก็พูดต่อถึงหุ้นกลุ่มแรก กลุ่มที่ 1 หุ้นโตช้า

โดยปกติบริษัทขนาดใหญ่พวกนี้มักจะโตเร็วกว่า GDP เล็กน้อย พวกโตช้าไม่ได้เป็นแบบนี้ มันเริ่มจากบริษัทที่โตเร็วและในสุดก็หมดแรง อาจเป็นเพราะมันมาไกลและเหนื่อยแล้วเกินที่จะไปต่อ

ในเมืองไทย ก็พวก โรงไฟฟ้า โรงประปา ทุกบ้านก็มีไฟฟ้าใช้ น้ำประปาใช้ คุณจะไม่มีทางที่จะเห็นค่าไฟฟ้าคิดราคาต่อหน่วยเพิ่มปีละ 20% ต่อเนื่องเหมือนรายได้ของ CPALL เพราะถ้าคุณขึ้นราคา ประชาชนโวย รัฐบาลก็เสียคะแนนนิยม ความคาดหวังในกลุ่มนี้ไม่น่าจะมากไปกว่าดอกเบี้ยในธนาคารเท่าไรนัก

กลุ่มที่ 5 หุ้นฟื้นตัว
เป็นบริษัทที่ถูกทุบ ตกต่ำ และบ่อยครั้งเกือบเอาตัวไม่รอดจากการล้มละลาย บริษัทเหล่านี้คือบริษัทที่มีโอกาส ตาย... และบางคนคิดว่ามันจะไม่กลับมา

ในปี 2540 บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ ถูกปิด 2 ระลอกในช่วงนั้น KK เป็นหนึ่งในบริษัทเงินทุนที่บางคนคิดว่ามันจะ  ตาย  ราคาไหลจาก
120  จนต่ำสุดเหลือ 90 สตางค์ ในขณะที่ผมมีเงิน ล้านกว่าบาทสามารถซื้อมันได้ล้านหุ้น...แต่ไม่ได้ซื้อ
วันรุ่งขึ้นมันรอดจากการถูกประกาศรายชื่อบริษัทที่ถูกปิด ราคาซีลลิ่งทันที แต่ถ้าต้องการก็ยังซื้อทัน.... แต่ก็ไม่
10 เดือนให้หลัง มันขึ้นไปอยู่ถึง 80 บาท
80 เด้ง 10 เดือน มหัศจรรย์หุ้นฟื้นตัว
ด้วยเหตุผล คู่แข่งล้มหายไปจากวงการ และได้รับสิทธิ์การเข้าซื้อทรัพย์สินของคู่แข่งในราคาถูกมาบริหาร ในปีนั้นกำไรจึงได้ทะยานมากกว่าเป็นพิเศษด้วยความไม่เข้าใจ....ในตัวบริษัท ตำแหน่งของบริษัท ทำให้ผมพลาด 80 เด้งแต่ในตอนนั้นผมกลับได้แค่เรียนรู้เข้าใจอย่างผิดๆ ว่า ถ้าคิดว่า ดัชนีขึ้นให้ซื้อ KK
เดือน 3 ปี 46 ผมคิดว่าดัชนีจะขึ้น และก็ขึ้นจริงๆ
ด้วยความทรงจำ ซื้อหุ้น KK ทันที ราคาประมาณ 30 บาท ในขณะที่ PTT ราคาประมาณ 40 บาท แต่ไม่เช่นเคย
10 เดือนให้หลัง  KK ก็ไปได้แค่ 40 บาท แต่ PTT ไปได้ถึง 193 บาท
งงมาก...คิดว่าดัชนีขึ้น แต่ได้นิดเดียว

ถ้าผมเข้าใจสักหน่อยจะรู้ว่า KK ไม่มีทางได้กำไรเหมือนเดิมด้วยเหตุที่ ทรัพย์สินที่ไปประมูลราคาถูกมา...มันหมดไปแล้ว มันไม่มีทางเหมือนปี 40 ได้แน่ ผมจะไม่มีทางซื้อ KK แน่นอน

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ 6 หุ้นทรัพย์สินมาก
พวกทรัพย์สินมาก อาจเป็นเงินสด ที่ดิน สิทธิบัตร ถ้าคุณตีราคาเป็น และรู้เรื่องของบริษัทที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน สิ่งที่ต้องทำคือ ซื้อแล้วอดทนรอ บทเรียนที่ผ่านมา...สอนให้เราจำเป็นต้องเรียนรู้บริษัทก่อนอันดับแรก ก่อนวิธีการซื้อขายหุ้น ก่อนค่า PE BV และค่าต่างๆ
มันจะทำให้เราคาดหวังราคาจากบริษัทพวกนี้ได้อย่างไร

วันนี้ผมพาลูกชายไปว่ายน้ำ เราสองคนได้พูดถึงแว่นตาที่ เราทั้งสองสวมใส่ และพูดถึงราคา และต้นทุน ลูกชายผมถามว่าในตลาดมีบริษัทขายแว่นตาหรือเปล่า ผมฝากเขาไปทำการบ้านรายได้ รายจ่าย คู่แข่ง โอกาสทางธุรกิจของ ร้านขายแว่นตา คืบหน้าอย่างไรจะมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

มีเรื่องหัวเราะ ตลกตัวเองจะเล่าให้ฟังครับ
มีบทเรียนหนึ่งในตำราพวก VI ของปิเตอร์ลินซ์
"บริษัทใหญ่เคลื่อนไหวช้า" คุณจะไม่วันได้เจอแจ็กพอตในบริษัทใหญ่

ในช่วงกระแสที่กลุ่มเรือมา TTA PSL RCL BTC
ตามตำราเลยอยากรวยต้อง BTC ...ช่วงไปเที่ยวพัทยา ลงทุนแวะไป company visit อีกต่างหาก (เมื่อลงทุนไปแล้ว ก็รู้สึกหลงรักมากขึ้น) ผลก็คือ ทุกตัวขึ้นหมด ยกเว้น BTC

ผมซื้อ ประมาณ 4 บาท ก่อนหน้านี้มันขึ้นไป 19 บาท ก็คิดว่าได้ราคาถูกและเป็นบริษัทเล็ก ตามตำรา กระแสกลุ่มมาอีก โอ้พระเจ้ามันยอดมาก ราคาปัจจุปัน 0.38 บาท

ถ้าผมศึกษาและรู้จักบริษัทมากกว่านี้ ถึงแม้ว่ามันจะเข้าตำราที่ว่าบริษัทเล็กก็ตามผมจะไม่ซื้อด้วยเหตุผลต่อไปนี้
-ถ้าได้ศึกษารายได้ และ มูลค่ากิจการบริษัท ณ.ราคา 4 บาท จะรู้ว่าแพงมาก
-บริษัทเป็น ท่าเรือเล็ก การขยายท่าเรือไม่มีทางเป็นไปได้
-การขนส่งทางเรือ สู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ ในเรื่องของ economy of scale
-บริษัทเปลี่ยนแนวทางจากท่าเรือเป็นเรือเดินสมุทร เป็นการข้ามกิจการ

*** ความหมายของบริษัทเล็ก ที่ถูกต้อง หมายความว่า ต้องราคาสมเหตุสมผล โดยดูรายได้ กำไร มูลค่ากิจการ  รายได้ต้องขยายได้ต่อเนื่อง ไม่ไช่แค่แผนการในฝัน หรือการทำข้ามกิจการ *** อีกตัว...แต่ตัวนี้โชคดีไม่ได้ซื้อหุ้น แต่ได้ซื้อบริการ  บริจาคไป 25000 บาท แต่ไปใช้อยู่ 4-5 วัน ก็วันละ 5000 บาท

CAWOW!!!!!!!!!!!!

บริษัทเล็ก ลูกค้าเต็ม ขยายกิจการอย่างรวดเร็ว
ยอมรับว่าช่วงแรกมองว่าดีมากๆ  แต่ไม่มี vol เลย ตั้งแต่เข้าตลาดก็ยืนอยู่แถวๆ 5 บาท ถ้ามีเจ้ามือ bid และลากแรงๆ ออกข่าวตามหน้าสือพิมพ์ สงสัยงานนี้ big jump โดนแน่ๆ

บริษัทขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ไฟแรงมากๆ  ในที่สุดก็มอด...
ผมมาคิดได้ก็ตอนที่ราคามันไหลลงมาเหลือ 0.40 บาท
1.ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี บริษัทนี้จะเป็นบริษัทแรกๆ ที่จะโดนตัดออกจากรายจ่ายของภาคประชาชน
2.บริษัทรับสมาชิกตลอดชาติ แล้วรายได้ที่เหลือจะเอามาจากไหน
3. ออกกำลัง มีตั้งหลายวิธี ที่ไม่ต้องเสียเงิน
4. ค่าใช้จ่ายแพงมาก ค่าเช่า ผู้บริหาร พนักงาน
5.อุปกรณ์ต้องคอยเปลี่ยนตลอดเพื่อให้ทันสมัย
 

ผู้แสดงความคิดเห็น 003 วันที่ตอบ 2011-07-02 09:20:23


ความคิดเห็นที่ 5 (149415)

คำถามจากเพื่อนนักลงทุน (1)

ขอบคุณพี่ Big Jump เป็นอย่างสูงครับ ผมจะขอให้พี่ยกตัวอย่างที่เป็น case study ได้หรือเปล่าครับ เอาเป็นหุ้นตัวเดิม vng ก็ได้ครับ มุมมอง แนวคิดวันที่ตัดสินใจซื้อหรือตัวอย่างจากหุ้นอีกตัวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ในขณะนี้ก็ได้ครับ ^.^

การหาราคาตามมูลค่า แล้วเทียบไปยังราคาตลาดที่เหมาะสม
จังหวะ ระยะเวลาการลงทุนที่น่าจะส่งผลให้ราคาตลาดสะท้อนผลลัพธ์ออกมาตามที่คาดหวังไว้
การเผื่อระยะเวลาหรือการประเมินว่า ตัวนี้ที่ลงไปไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่เพราะอะไร มีอะไรที่บ่งบอกหรือส่งสัญญาณมาให้รายย่อยได้ทราบบ้างครับ ^.^

และผมมีคำถามเรื่องหุ้นกลุ่มสื่อสาร เกี่ยวกับให้บริการซื้อขายมือถืออะครับ
ว่าพี่มีมุมมองเช่นไร มีความคิดเห็นแบบไหน แล้วมันจะเข้าข่ายบริษัทที่น่าสนใจหรือเปล่าครับ ( เช่น mlink jmark อะครับ)

คำตอบจาก Big Jump (1)

กลับมาที่เรื่อง vng กรณีศึกษา...เรื่องของ VNG คล้ายๆ กับ IRP ที่เปลี่ยนเป็น IVL (วิเคราะห์ได้ถูกต้อง แต่ก็หลุดมือ เรื่องนี้จะเล่าให้ฟังที่หลังนะครับ)

ก่อนอื่นเราก็ต้องมาเรียนรู้บริษัท VNG กัน
บริษัทนี้ผลิต ปาร์ติเกิ้ล และ mdf ใช้กันในวงการเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งบ้าน คอนโด สำนักงาน ไม้ปูพื้น กำลังการผลิต กับความต้องการในท้องตลาด มีความสมดุลย์และขาดสมดุลย์ในบางช่วงเวลา จึงจัดอยู่ในกลุ่มวัฤจักร  มีขาขึ้น 6 ปี ลง 6 ปีโดยประมาณ

ในช่วงที่ผ่านมาเป็นขาลง 6 ปีแล้ว ถ้าจะลงอีกก็คงอีก ปี หรือ 2 ปี
ต่อไปนี้น่าจะเป็นขาขึ้นนับ 1...
ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2-3 เท่าตัว แต่ก็ยังขาดทุน
เพิ่มมากำไร Q4ปี52  บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตโดยสร้างใหม่และซื้อ
จากคู่แข่ง  ที่ผ่านรายเล็กได้ปิดกิจการเพราะทนขาดทุนไม่ไหว
ตอนนี้ถือว่า VNG กำลังการผลิตมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประวัติที่ผ่านมาเคยทำกำไรได้ถึง 1000 ล้านต่อปี หลายปีต่อเนื่อง

คำถามจากคุณ : completer 
VNG เข้าข่ายหุ้นข้อ 5.หุ้นฟื้นตัว ใช่ไหมครับ

คำตอบจาก Big Jump

อยู่ในกลุ่มวัฎจักรครับ  ดูเหมือนจะอยู่ในกลุ่มที่ 5 แต่ไม่ชัดเจน ด้วยเหตุผลคือ ไม่ได้โดนฟ้องร้องจากธนาคาร หรือผิดนัดชำระหนี้ หรือมีส่วนทุนติดลบ  เป็นเพียงขาลงของธุรกิจ เหมือนร้านขายแอร์ที่คุณต้องประคับประคองค่าใช้จ่ายในฤดูหนาวให้ได้ และเตรียมโกยรายได้ในหน้าร้อนในเมื่อเป็นหุ้นวัฎจักร เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าซื้อช่วงตกต่ำสุดๆ และถือไปจนช่วงปลายวัฎจักร time cycle ของแต่ละสินค้าไม่เหมือนกัน ต้องคอยตาม และตรวจสอบ ดีมานด์ ซับพลาย์ ให้ดี บางธุรกิจก็ต้องถือกันเป็น ปี 2 ปี 3 ปี 5 ปี ยิ่งถ้าเป็นราคาตลาดโลก เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาเหล็ก ราคาไม้ mdf อย่างนี้แทบไม่ต้องสนใจการเมืองให้มากนักถ้าตัวธุรกิจไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัปทาน และมีปัญหากับภาครัฐ

เมื่อคุณหาเจอ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ การรอ ถ้าคุณไม่รอคุณจะไม่เคยสัมผัสคำว่า 5 เด้ง 10 เด้ง  ลองถามตัวเองดูนะครับเคยได้ 5 เด้งบางหรือยัง...

ดูๆ แล้วกลุ่มนี้ต้องอาศัยศิลป และความชำนาญค่อนข้างมากกว่าทุกกลุ่ม เพราะบางครั้ง ราคาหุ้นขึ้นก่อน ราคาสินค้าจะมาเป็นปี
บางครั้งราคาหุ้นกับราคาสินค้าก็มาพร้อมกัน บางครั้งราคาสินค้าขึ้นมาเป็นปี แต่ราคาหุ้นกลับไม่ขึ้นแล้วมาขึ้นทีเดียวชนิดทบต้นทบดอกให้ ขาขึ้นของวัฎจักร เกิดจากอะไร ผมขอยกตัวอย่างกลุ่มเรือ

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีการขนส่งทางเรือมากนัก มีเรือจอดลอยนิ่งอยู่มาก พอเศรษฐกิจโลกเริ่มขยับ มีการขนส่งระหว่างประเทศมาก ช่วงแรกๆ เรือก็สามารถรองรับความต้องการได้เป็นปี หรือ 2 ปี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรือไม่พอ ต้องการเรือก็ต้องต่อเรือกัน ใช้เวลาเป็น 2-3-4 ปี ราคาค่าระวางก็พุ่งสูง เพื่อจองเรือให้สามารถขนส่งสินค้าให้ได้ Time cycle กลุ่มนี้กินเวลายาวนานมาก

ช่วงขาลงของวัฏจักร เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ยอดสินค้าในการขนส่งหดตัว เรือที่สั่งต่อ ต่อเสร็จพร้อมๆ กันหลายๆ ค่าย ก็คงนึกภาพออกนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น

เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ทุกครั้งที่เป็นขาลง ขาขึ้นจะมีบางบริษัทที่ไม่สามารถกลับมาเป็นขาขึ้นได้ เนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพการขาดทุนที่ยาวนานได้ และถูกเจ้าหนี้แยกเรือออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ก็ต้องขอแสดงความยินดี กับคนที่ถือกลุ่มเรือตั้งแต่ขาขึ้นรอบที่แล้วได้ยาวนาน 3-4 ปีขึ้นไป ก็คงจะได้ 10-20 เด้ง อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องมาดูดัชนี หรือการเมือง  หรือยอดซื้อขายต่างชาติ 

คำถามจากคุณ : นกเพนกวินอ้วน

การหาราคาตามมูลค่า แล้วเทียบไปยังราคาตลาดที่เหมาะสม
จังหวะ ระยะเวลาการลงทุนที่น่าจะส่งผลให้ราคาตลาดสะท้อนผลลัพธ์ออกมาตามที่คาดหวังไว้
การเผื่อระยะเวลาหรือการประเมินว่า ตัวนี้ที่ลงไปไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่เพราะอะไร มีอะไรที่บ่งบอกหรือส่งสัญญาณมาให้รายย่อยได้ทราบบ้างครับ ^.^

คำตอบจาก Big Jump

ถ้าเราได้มีโอกาสไปดูรายได้ของบริษัทนี้ย้อนหลัง 10 ปีเราจะพบว่า รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกำลังการผลิต แต่กำไรลดลง เป็นเรื่องปกติของธุรกิจขาลง ที่ราคาสินค้าลดลงเพราะมีผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาดมากเกินไป  ขาขึ้นจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ผลิตออกไปจากวงการ และความต้องการในสินค้ากลับเข้ามา ถึงตอนนั้นกำไรจะกลับมามากเหมือนเดิม หรือมากกว่า ด้วยเหตุกำลังการผลิตที่สะสมมาตลอดของธุรกิจขาลง

ราคาที่ผมมองไปที่ทุกธุรกิจ ผมก็เอาจำนวนหุ้นที่จด*ราคาตลาด ตอนนั้น จะได้1300*2 บาทก็ได้ 2600 ล้านบาทถ้าบริษัทเป็นขาขึ้นและทำกำไรได้ปีละ 1000 ล้านบาทก็เท่ากับว่าเราได้ซื้อบริษัทในราคา PE=2แต่ถ้าแจ็กพอร์ตแตกราคาสินค้าพุ่งทำลายสถิตและกำลังการผลิตสร้างสถิติใหม่ราคาที่กล่าวถึงอาจหมายถึง PE=1

คำนวณคร่าวๆ กล่าวคือ
จำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 1300 ล้านหุ้น
กำไรปีนี้ 1000 ล้านบาท
กำไรต่อหุ้น = 1000/1300 = 0.769 บาทต่อหุ้น

ดังนั้น P ที่เราซื้อครั้งแรก 2 บาท/หุ้น ก็จะได้ P/E โดยประมาณ
= 2/0.769 = 2.6 เท่า (ไม่รวมกำไรสะสมก่อนหน้า)

ขอตอบเรื่อง MLINK JMART ก่อนนะครับ

MLINK ก่อนนะครับ พูดถึงธุรกิจขายมือถือ ดีหรือไม่ โทรศัพท์มือถือมีอายุการใช้งาน ถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนตามยุคตามสมัย ต่อไปก็คงเป็นระบบ 3G แต่ก็มีคำถามตามมาว่าเวลาที่คุณเปลี่ยนมือถือ คุณไปซื้อที่ร้าน MLINK หรือเปล่า ถ้าใช่เพราะอะไร ถ้าไม่เพราะอะไร สำหรับผม MLINK ไม่ใช่คำตอบ อาจเป็นเพราะธุรกิจมือถือไม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาได้ง่ายมากๆ ไม่เหมือนเวลาที่จะซื้อของขบเคี้ยว หมากฝรั่ง เวลาเข้า 7-11แล้วรู้สึกมั่นใจในสินค้าความสะดวกแม้ว่ามันจะแพงไปซักหน่อย  จริงๆ พอพูดแค่นี้ผมก็ไม่ดูอะไรที่เกี่ยวกับ MLINK ไม่ว่ารายได้ที่ผ่านมา กำไร PE และถ้าราคามันจะพุ่งก็ปล่อยไปเป็นเรื่องของมัน

แต่ถ้าตัวเลขต่างๆ ก็จะวิจารณ์ให้ดังนี้

3 ปีที่ผ่านมารายได้ตกต่อเนื่องจาก 10000 ล้านสู่ 6000 ล้าน กำไรต่อหุ้น 0.23 บาทราคาปัจจุบัน 1.20 พีอีก็ 5.20 ถือว่าไม่มาก
ถ้าเหมาทั้งกิจการ 1.20*540 ล้านหุ้นจะได้ 648 ล้านบาทก็จัดว่าถูกมากเมื่อเทียบกับรายได้ BV ก็ 3.08บาท

โดยรวมอาจมีเรื่องยอดโทรศัทพ์ที่ขายดีในยุคใหม่ 3G ก็อาจช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรกลับมาดี ทำให้ราคาหุ้นกลับมาได้
ไม่แน่ชัดว่ากลุ่มการเมืองสีแดงถือหุ้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายุบสภาอาจได้เรื่องจิตวิทยามาช่วย 

โดยรวมตัวเลขต่างๆโอเคมาก ยกเว้นคู่แข่งเข้ามาได้ง่ายและรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน และอันดับในตลาด
ถ้าจัดในกลุ่มผมให้เป็น วัฎจักร พอพิจารณาไปพิจารณามาก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่อย่าไปรักมันมาก 

ผู้แสดงความคิดเห็น 002 วันที่ตอบ 2011-07-02 09:21:24


ความคิดเห็นที่ 6 (157602)

 VWIN.COM เว็บอินเตอร์เปิดตัวใหม่

ราคาน้ำดี ฝาก-ถอนรวดเร็ว

สมัครช่วงนี้รับโบนัสเพียบ ผู้เล่นใหม่รับโบนัสสูงสุด9,999 ผู้เล่นเก่าเติมเงินอีกก็รับโบนัสอีกไม่สิ้นสุด มาๆ ชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกัน 

เพื่อนเติมเงินครบ4,500     คุณรับไปเลยอีก300ฟรีๆ

โทรเลย        001-800-852-8799หรือแชทคุย24ชั่วโมง

http://www.vfacai.com/b.aspx?id=395

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น NARUTO555 วันที่ตอบ 2014-07-15 20:51:14



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2011 All Rights Reserved.